ควรใช้เวย์โปรตีนแบบไหนดีที่สุด?
เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เนื่องจากขึ้นอยู่กับลักษณะของจุดประสงค์ของการฝึกในช่วงนั้น WPC ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อโดยตรงและยังช่วยให้พลังงานและเพิ่มน้ำหนักแก่ผู้ฝึกด้วยเนื่องจากไขมันและคาร์โบไฮเดรตที่ผสมอยู่ ส่วน WPI นั้นจะมีไขมันและคาร์โบไฮเดรตตำมากดังนั่นจะเหมาะสมกับผู้ที่ต้องการความคมชัดพร้อมๆกับสร้างกล้ามเนื้อในเวลาเดียวกัน
ควรรับประทานเวย์โปรตีนช่วงไหนดีที่สุด?
ดังที่เราทราบกันมาแล้วว่าร่างกายจะดูดซับเวย์โปรตีนไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะใช้เวย์โปรตีนก็คือหลังฝึกเสร็จทันที สำหรับผู้ที่ฝึกอย่างเข้มข้นและต้องการสร้างกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วนั้นควรรับประทานเพิ่มก่อนฝึก 1-2 ชัวโมง และหลังตื่นนอนตอนเช้าด้วย
ควรรับประทานเวย์โปรตีนปริมาณเท่าไร?
โดยปกติแล้วปริมาณโปรตีนที่ร่างกายต้องการต่อวันนั้นสำหรับนักเพาะกายหรือฟิตเนสถูกคำนวณจากนำหนักในหน่วยปอนด์
ตัวอย่าง นักเพาะกายน้ำหนักตัว 70 Kg หรือ 70×2.2=154 ปอนด์
นั่นหมายถึงนักเพาะกายคนนั้นต้องการโปรตีน 154 กรัมต่อวัน เพื่อที่จะถูกนำไปสร้างกล้ามเนื้ออย่างเพียงพอ ซึ่งการรับประทานอาหารปกตินั้นไม่สามารถให้ปริมาณโปรตีนที่เพียงพอได้เลย โดยปกติแล้วในกระป๋องเวย์โปรตีนจะให้ช้อนตวงมาด้วยพร้อมทั้งบอกปริมาณโปรตีนต่อหนึ่งช้อนตวงมา ดังนั้นเราก็จะทราบว่าเราควรจะใช้โปรตีนกี่ช้อนตวงเพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณโปรตีนตามที่ต้องการ
น่าสนใจเกี่ยวกับอาหารการกิน
โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการบริโภค ทำให้ระดับไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง น้ำมันปลาจึงถูกนำมาใช้ในการช่วยลดระดับไขมันชนิดนี้
นอกจากกรดไขมันโออาก้า-3 ในน้ำมันปลามีคุณสมบัติในการลดการจับตัวของเกล็ดเลือดและสร้างสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัวได้ดี จึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้จากการศึกษาวิจัยพบว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 ในสัตว์น้ำทุกชนิดมีปริมาณสูงกว่าในสัตว์บกและสัตว์ปีก
โดยทั่วไปในเนื้อปลามีโปรตีนประมาณร้อยละ 17-23 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ จึงทำให้ระบบการย่อยอาหารของเราไม่ต้องทำงาน หนัก ปลาเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เราจัดปลาไว้ในอาหารหลักหมู่ที่หนึ่งในประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่วโปรตีนในเนื้อปลาจะถูกนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อีกทั้งยังประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย
ไขมันจากเนื้อปลาทะเลมีองค์ประกอบแตกต่างจากน้ำมันพืชทั่วไป คือ ไขมันจากปลาทะเลจะมีกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะกรดไขมันประเภทโอเมก้า-3 ซึ่งมีอยู่ปริมาณมาก กรดไขมันที่สำคัญในกลุ่มนี้ได้แก่กรด โดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid : DHA) และกรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaenoic Acid : EPA)
เนื้อเยื่อของปลามีน้ำมันหรือไขมันแตกต่างจากไขมันสัตว์ชนิดอื่น เนื่องจากอาหารของปลา คือแพลงตอนและสาหร่าย ซึ่งหลายชนิดสามารถสังเคราะห์ไขมันกลุ่มโอเมก้า- 3 ได้ นอกจากนี้เมตาบอลิซึ่มของปลาเองก็มีส่วนมากในการสร้างเสริมและรักษากรดไขมันเหล่านี้ไว้ ปลาทะเลที่มีมันมาก เช่น ปลาแซลมอล ปลาแมคเคอเรล ปลาเทราท์ ปลาทูน่า มีไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 สูงถึง 1 – 4 กรัม/เนื้อปลา 100 กรัม
ปลาทะเลจะมีโอเมก้า- 3 มากกว่าปลาน้ำจืด เพราะแพลงตอนและสาหร่ายในน้ำจืดสังเคราะห์โอเมก้า- 3 ได้น้อยกว่าแพลงตอนและสาหร่ายในน้ำเค็ม นอกจากอาหารของปลาจะเป็นตัวส่งเสริมให้ปลาสร้างโอเมก้า-3 แล้ว กระบวนการเผาผลาญอาหารของปลายังเป็นกระบวนการที่สามารถรักษาคุณค่าของโอเมก้า-3 ที่ร่างกายผลิตขึ้นมาได้อย่างดีอีกด้วย
Omega -3
ปัจจุบันเราพบว่าน้ำมันปลามีประโยชน์ในการป้องกัน หรือลดความรุนแรงของโรค หัวใจ
ความดันเลือดสูง ข้ออักเสบ ปวดศีรษะ ไมเกรน และเบาหวาน นอกจากนี้ยังอาจจะป้องกันโรคมะเร็ง
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคไต และโรคอื่น ๆ ได้อีกด้วย ความสนใจเกี่ยวกับกรดไขมัน omega-3 เริ่มขึ้นเมื่อแพทย์ชาวเดนมาร์คกลุ่มหนึ่งสนใจในรายงานผลการใช้ aspirin ในการป้องกันปัญหาหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โดย aspirin จะออกฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด แพทย์จึงเริ่มเข้าใจสมมุติฐานของการเกิดโรคหัวใจอุดตัน โดยพบว่าการเกิดลิ่มเลือด (thrombo genesis) เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด จากความเข้าใจอันนี้ เมื่อโยงไปถึงข้อมูลที่ว่าชาวเอสกิโมมีปัญหาเรื่องโลหิตแข็งตัวช้า และมีเปอร์เซ็นของผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำ เมื่อศึกษาถึงโภชนาการ พบว่า อาหารที่ ชาวเอสกิโม รับประทานใน ชีวิตประจำวัน คือปลาและแมวน้ำ ซึ่งมีกรดไขมัน omega-3 ปริมาณสูงแพทย์และนักวิจัยจึงเริ่มหันมาให้ ความสนใจต่อกรดไขมัน omega-3 เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
กลไกของกรดไขมัน omega-3 ในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดมีอยู่หลายประการ
เช่น EPA จะเป็นสารตั้งต้นในการ สร้าง eicosanoids โดยเฉพาะอย่างยิ่ง series-3 prostaglandins และseries-5 leucotriene (LTB-5) ซึ่งสารหลาย ๆ ตัวในกลุ่มดังกล่าวจะช่วยลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือดทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ช้าลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของอันตรายจากโรคหัวใจและ หลอดเลือด นอกจากนี้กรดไขมัน omega-3 ยังช่วยเพิ่มความลื่นไหลของผนังเซลล์ อาจจะมีผลช่วยสาร (EDRF) ในการลดความดันโลหิต และลดการสร้าง TriEndothelium สารEndothelium Derived Releasing Factor a-cylglycerols และ triglycerides ในตับส่งผลให้ cholesterol และ lipoprotein LDL ลดลง ในกรณีของโรคข้ออักเสบ พบว่า EPA ลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เนื่องจากปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ series-4 leucotriene (LTB-4) ซึ่งเนื้อเยื่อในร่างกายสามารถสร้างได้จากกรดไขมัน omega-6 แต่ถ้าเป็นกรดไขมัน omega-3 หรือ EPA แล้ว ร่างกายจะสร้างเป็น LTB-5 แทน ซึ่งไม่มีผลร้ายต่อร่างกาย
EPA จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ การสังเคราะห์ prostaglandin และลดการหลั่ง serotoninของเกร็ดเลือด ทำให้การรวมกลุ่มของเกร็ดเลือดลดลง ในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง ดังนั้นการให้ EPA จะสามารถลดอาการของไมเกรนลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการใช้กรดไขมัน omega-3 อาจจะมีปัญหาในผู้ที่ป่วยด้วยโรคบางประเภท เช่น ในกรณีของผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่ง insulin (NIDDM) พบว่าอาจจะทำให้การ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำไม่ได้ เนื่องจากเชื่อว่าจะเกิด glycerol จากการย่อยสลายน้ำมันปลาผ่านเข้าสู่กระบวนการสร้าglucose(gluconeogenesis) มากขึ้น ระดับ glucoseจึงสูงขึ้นถึงระดับที่ควบคุมไม่ได้ ในด้านพัฒนาการของร่างกายมีราย งานว่าพบกรดไขมัน DHA สะสมอยู่มากที่บริเวณสมองและเรตินาของดวงตา และยังพบว่าในน้ำนมมารดาก็มี DHA สูงเช่นกัน จึงเชื่อว่า DHA จะมีผลต่อการพัฒนาของสมองและการมองเห็นของทารก จึงมีข้อแนะนำให้เสริม DHA ในนมสูตรที่ใช้เลี้ยงทารกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า DHA อาจจะช่วยแก้โรคความจำเสื่อมชนิด Alzeimer’s disease ได้และยังจะลดอาการซึมเศร้าในคนชราที่มี cholesterol ต่ำด้วย แหล่งของกรดไขมัน omega-3 ที่สำคัญได้แก่ ปลาทะเลและสัตว์ทะเลต่างๆ ซึ่งปลาและสัตว์ทะเลจะสะสมกรดไขมัน omega-3 จากแพลงตอนไดอะตอม และสาหร่ายทะเลที่กินเข้าไป ทั้งนี้พบว่าพืชและสัตว์เล็กๆ เหล่านี้สร้างกรดไขมัน omega-3 ขึ้นใน chloroplast เป็นหลัก ส่วนในน้ำมันพืชที่ได้จากพืชพวกถั่วเหลือง ถั่วลูปิน น้ำมันคาโนวา ก็มีกรดไขมัน -linolenic ในปริมาณสูงเช่นกัน
การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก
การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก เป็นการตรวจร่างกายของบุคคลที่มีสุขภาพสมบูรณ์ ที่ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เพื่อค้นหามะเร็งตั้งแต่ระยะเพิ่งเริ่มก่อตัว ซึ่งสามารถจะบำบัดรักษาให้หายได้ค่ะ
หลักการตรวจค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรก มีหลักการที่สำคัญคือ
1. การสอบถามประวัติโดยละเอียด
2. การตรวจร่างกายโดยละเอียด
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1. การสอบถามประวัติโดยละเอียด มีความสำคัญเพราะว่าประวัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับท่าน อาจเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ช่วยในการวินิจฉัยได้ เช่น
ประวัติส่วนตัว อุปนิสัยและความเป็นอยู่ส่วนตัวของแต่ละบุคคลก็อาจเป็นเหตุส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น
ผู้ที่สูบบุหรี่มาก ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
ผู้ที่มีประวัติการร่วมเพศตั้งแต่อายุน้อย มีประวัติสำส่อนทางเพศ, หรือผู้มีบุตรมากจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้มาก
ประวัติครอบครัว มะเร็งส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคที่สืบเนื่องโดยตรงเกี่ยวกับพันธุกรรม แต่มะเร็งบางชนิดมีความโน้มเอียงที่จะเกิดในพี่น้องครอบครัวเดียวกัน เช่น มะเร็งตาบางประเภทมะเร็งเต้านม เป็นต้น
ประวัติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบแน่นอนว่า มะเร็งเกิดจากสาเหตุใด แต่ก็มีข้อสังเกตว่า สิ่งแวดล้อมบางอย่าง อาจเป็นเหตุส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ เช่น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสารกัมมันตภาพรังสีในระยะเวลานาน ๆ อาจเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอื่น เป็นต้น
ประวัติเกี่ยวกับอาการเจ็บไข้ต่าง ๆ เช่น
เป็นตุ่ม ก้อน แผล ที่เต้านม ผิวหนัง ริมฝีปาก กระพุ้งแก้มหรือที่ลิ้น
ตกขาวมาก หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ
เป็นแผลเรื้อรังหายยาก
ท้องอืด เบื่ออาหาร ผอมลงมาก
หูด หรือปานที่โตขึ้นผิดปกติ
เสียงแหบอยู่เรื่อย ๆ ไอเรื้อรัง
การเปลี่ยนแปลงของระบบการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดไปจากปกติ
2. การตรวจร่างกายโดยละเอียด เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการวินิจฉัยโรค ในด้านการปฏิบัติแพทย์ไม่สามารถจะตรวจร่างกายได้ทุกอวัยวะทุกระบบโดยครบถ้วน จึงมีหลักเกณฑ์ว่า ในการตรวจร่างกายทั่วไป เพื่อตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรกนั้น ควรตรวจอวัยวะต่าง ๆ เท่าที่สามารถจะตรวจได้ดังต่อไปนี้
ผิวหนัง และเนื้อเยื่อบางส่วน
ศีรษะ และคอ
ทรวงอก และเต้านม
ท้อง
อวัยวะเพศ
ลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง และทวารหนัก
สารสกัดจากถั่วขาว เทรนด์ใหม่ของคนควบคุมน้ำหนัก
เคมีโก้ อินเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จัดเสวนาว่าด้วยการบริโภค Phase 2 สารสกัดจากถั่วขาว
ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ทั่วโลกนำเข้าไปเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มอาหาร รวมถึงอาหารเสริม
ใช้ควบคุมอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตมีผลต่อการควบคุมน้ำหนัก
โดยผู้เชี่ยวชาญเภสัชกร เชอร์รี่ โทร์โคส ผู้แต่งหนังสือ “Winning at Weight Loss”
มาพูดคุยถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี พร้อมเทรนด์ใหม่ของคนรักสุขภาพทั่วโลกเภสัชกร เชอร์รี่ โทร์โคส ระบุว่า คนมีน้ำหนักตัวมากขึ้น เหตุออกกำลังกายและเดินน้อยลง
กำลังเป็นเสมือนโรคระบาดที่ลุกลามไปทั่วโลก สาเหตุสำคัญประการหนึ่งเกิดจากภาวะโภชนาการไม่สมดุล อันเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นโรคความดัน ไขมันในเส้นเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นต้น ดังนั้น วิธีป้องกันภาวะโรคอ้วนอย่างง่ายๆ จึงควรเริ่มต้นที่การรับประทานอาหารอย่างถูกต้องนั่นคือการควบคุมอาหารอย่างถูกวิธี
ทั้งนี้ Phase 2 คือ สารสกัดจากถั่วขาวซึ่งมีสาร Phaseolamin มีฤทธิ์ในการทำให้เอ็นไซม์อะไมเลสเป็นกลาง ดังนั้น แป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคเข้าไปไม่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ ร่างกายจึงได้รับพลังงานจากแป้งน้อยลงตามไปด้วย
ซึ่งมีผลทำให้การสะสมของไขมันที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนรูปของน้ำตาลเป็นไขมันลดลงด้วย
เมื่อร่างกายได้รับพลังงานน้อยลงไม่เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวันร่างกายจึงต้องเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ออกมาใช้มากขึ้น
จึงทำให้น้ำหนักลดลงโดยที่ไม่ต้องอดอาหาร และไม่มีผลกระทบกับสารอาหารชนิดอื่นๆ
เพราะการทำงานของ Phase 2 จะยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลโดยแป้งที่ไม่ถูกย่อยจะทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มนานขึ้น
จึงช่วยลดความอยากอาหารไปด้วยในตัว หลังจากนั้นแป้งจะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายตามกลไกปกติ
ดังนั้น การควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมต่อการใช้พลังงานในแต่ละวันโดยไม่เหลือสะสมไว้เป็นไขมันตามส่วนต่างๆ
ของร่างกายจึงเป็นแนวทางที่ผู้รักสุขภาพทั้งหลายให้ความสนใจ